โดย แบรด สมิธ ประธานกรรมการ
เรามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากพอให้ยืนยันได้ว่าโลกของเรากำลังประสบปัญหาด้านมลภาวะจากคาร์บอน ซึ่งต้องลงมือแก้ไขอย่างเร่งด่วน คาร์บอนที่ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศของเราได้กลายเป็นเหมือนผ้าห่มก๊าซที่คอยกักเก็บความร้อนเอาไว้ และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน อุณหภูมิของโลกใบนี้ก็เพิ่มขึ้นมาแล้ว 1 องศาเซลเซียส เมื่อพิจารณาหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว หากเราไม่ควบคุมการปล่อยมลภาวะ ขณะที่อุณหภูมิของโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราก็จะต้องเผชิญกับหายนะอันใหญ่หลวง
นักวิจัยจากทั่วโลกต่างมีข้อสรุปตรงกันว่ามนุษย์เราได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 2 ล้านล้านเมตริกตันออกสู่ชั้นบรรยากาศ นับตั้งแต่ยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 เมื่อกลางทศวรรษ 1700 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีสัดส่วนสูงถึง 3 ใน 4 ของก๊าซทั้งหมดนี้ โดยที่ส่วนใหญ่เป็นก๊าซที่ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ปริมาณคาร์บอนที่มหาศาลนี้ นับว่ามากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะช่วยดูดซับกลับเข้าสู่ระบบนิเวศได้ และทุก ๆ ปี มนุษย์ก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเพิ่มอีกกว่า 50,000 ล้านเมตริกตัน ปัญหาระดับนี้ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะแก้ไขได้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า หรือแม้แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้า เสียด้วยซ้ำ เพราะเมื่อคาร์บอนซึ่งเป็นมลภาวะเหล่านี้กระจายตัวเข้าสู่ชั้นบรรยากาศแล้ว ก็จะต้องใช้เวลานับพันปีกว่าที่จะสลายตัวลง
ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศจากทุกหนแห่งล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า เราต้องร่วมมือกันอย่างเร่งด่วนเพื่อลดการปล่อยมลภาวะ โดยทุกฝ่ายต่างต้องช่วยกันทำให้ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ซึ่งหมายถึงว่ามนุษย์ต้องช่วยกันกำจัดคาร์บอนให้ได้ในปริมาณที่เทียบเท่ากับคาร์บอนที่ปล่อยออกไปในแต่ละปี การจะทำเป้าหมายนี้ให้เป็นจริงได้ ต้องอาศัยการเดินหน้าปฏิบัติอย่างจริงจัง ศักยภาพจากเทคโนโลยีใหม่ที่อาจยังไม่มีอยู่ในปัจจุบัน และแนวคิดเชิงนโยบายสาธารณะที่สดใหม่และแตกต่าง เป้าหมายนี้นับเป็นภารกิจที่ท้าทายจนอาจจะยากเกินตัวเสียด้วยซ้ำ แต่วิทยาศาสตร์บอกกับเราว่าเป้าหมายนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับทุกคนบนโลกนี้ และลูกหลานในรุ่นถัด ๆ ไปอีกด้วย
ไมโครซอฟท์ตั้งเป้า สู่สถานะการปล่อยคาร์บอนเป็นลบภายในปี 2030
แน่นอนว่าโลกของเราต้องเดินหน้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ แต่ใครก็ตามที่สามารถเดินหน้าไปได้เร็วกว่าและไกลกว่าเป้าหมายนี้ก็ควรที่จะทำงานให้สุดความสามารถต่อไป ในวันนี้ ไมโครซอฟท์จึงขอประกาศเป้าหมายสุดท้าทาย ภายใต้แผนงานใหม่ที่มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากคาร์บอนที่เราปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ (carbon footprint) จนถึงขั้นกำจัดออกไปให้หมดในที่สุด โดยภายในปี 2030 ไมโครซอฟท์จะเป็นองค์กรที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นลบ (carbon negative) และภายในปี 2050 เราจะกำจัดคาร์บอนในปริมาณที่เทียบเท่ากับคาร์บอนทั้งหมดที่เราได้เคยปล่อยออกสู่สภาพแวดล้อมนับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 1975 ทั้งในทางตรงและทางอ้อมผ่านการใช้พลังงานไฟฟ้า
หากเราต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง การมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่อย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องมีแผนงานที่ละเอียดด้วย ในวันนี้ เราได้เริ่มต้นโครงการใหม่ที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนของเราลงเกินกว่าครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 โดยครอบคลุมทั้งคาร์บอนที่ปล่อยออกมาจากเราโดยตรง และผ่านทางพันธมิตรทั้งหมดในเครือข่ายของเรา โครงการนี้จะใช้เงินทุนจากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงการขยายค่าธรรมเนียมคาร์บอนในองค์กรของเราเอง ซึ่งริเริ่มขึ้นมาเมื่อปี 2012 และยังผ่านการขึ้นราคามาแล้วเมื่อปีที่แล้ว โดยในอนาคต ค่าธรรมเนียมนี้จะเรียกเก็บทั้งกับการปล่อยคาร์บอนโดยตรงของเราและจากพันธมิตรทางธุรกิจของเราเช่นกัน

ในโอกาสนี้ เรายังได้ประกาศอีกหนึ่งโครงการที่มุ่งนำเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์มาช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของซัพพลายเออร์และลูกค้าของเราทั่วโลก พร้อมด้วยการตั้งกองทุนนวัตกรรมด้านสภาพอากาศ มูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลด แยก และกำจัดคาร์บอนออกจากสภาพแวดล้อม นับตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เรายังจะปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดซื้อของเราให้มุ่งลดคาร์บอนอย่างเต็มตัว ความคืบหน้าในโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ จะนำมาสรุปและเผยแพร่ในรายงานประจำปีด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเจาะลึกผลกระทบด้านคาร์บอนและเส้นทางของการลดคาร์บอนของเรา นอกจากนี้ เรายังพร้อมออกเสียงสนับสนุนและส่งเสริมนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ที่จะมีโอกาสช่วยผลักดันการลดและกำจัดคาร์บอนได้
เดินหน้าสู่จุดหมาย ภายใต้แนวทางที่ชัดเจน
ทุกครั้งที่เราหันมาเผชิญกับปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อนและเป็นเรื่องใหม่ เราจะต้องพยายามเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาเสียก่อน แนวคิดนี้เป็นรากฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนการทำงานของเรา ไม่ว่าจะเป็นในด้านการปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล หรือการสร้างจริยธรรมในการพัฒนาและใช้งาน AI ซึ่งแน่นอนว่าเราจะนำแนวคิดนี้มาใช้กับเป้าหมายด้านคาร์บอนของเราเช่นกัน เราได้สรุปแนวทางของเราออกมาเป็น 7 ข้อปฏิบัติสำคัญที่จะช่วยกำหนดทิศทางการทำงานต่อไปในอนาคต ดังนี้
- ใช้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นรากฐาน – เราจะทำงานโดยมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ดีที่สุด แม่นยำที่สุด ซึ่งเราจะได้อธิบายต่อไปข้างล่างนี้
- รับผิดชอบการปล่อยคาร์บอนของเราเอง – เราจะรับผิดชอบต่อการปล่อยคาร์บอนของเราทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าในปี 2030 เราจะสามารถลดการใช้คาร์บอนได้มากกว่าครึ่ง และกำจัดคาร์บอนออกจากสิ่งแวดล้อมได้มากกว่าปริมาณคาร์บอนที่เราปล่อยออกไปในแต่ละปี
- ลงทุนพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดและกำจัดคาร์บอน – เราจะนำเงินลงทุน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐจากสินทรัพย์ของเราเองมาใช้ก่อตั้งกองทุนนวัตกรรมด้านสภาพอากาศ (Climate Innovation Fund) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการลดและกำจัดคาร์บอน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนทั้งไมโครซอฟท์เองและโลกของเราให้ร่วมกันก้าวสู่การลดคาร์บอนในสภาพแวดล้อม
- เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนลูกค้าของเราทั่วโลก – หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาและนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ เพื่อช่วยผู้ผลิตและลูกค้าของเราในการลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยคาร์บอน
- รับรองความโปร่งใสในทุกขั้นตอน – เราจะเผยแพร่ทุกขั้นตอนในกระบวนการของเราในรายงานประจำปีด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความโปร่งใสตามมาตรฐานการรายงานระดับโลก
- ให้ความเห็นเชิงนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอน – เราจะสนับสนุนนโยบายสาธารณะใหม่ๆ ที่ริเริ่มขึ้นมาเพื่อการลดและกำจัดก๊าซคาร์บอน
- ใช้ศักยภาพของพนักงานของเรา – เราตระหนักดีว่าพนักงานของเรามีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการพัฒนานวัตกรรม และเราจะมุ่งสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้พวกเขาได้สนับสนุนเป้าหมายของเราในด้านนี้
ใช้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นรากฐาน
ภารกิจขององค์กรเราในการจัดการกับปัญหาด้านคาร์บอนจะต้องมีรากฐานอยู่บนการพัฒนาล่าสุดทางวิทยาศาสตร์ พร้อมด้วยหลักการพื้นฐานที่สำคัญในเชิงคณิตศาสตร์ โดยเราเชื่อว่าทุกภาคส่วน นับตั้งแต่ผู้บริโภคทั่วไปไปจนถึงภาคธุรกิจ ควรต้องยึดมั่นในหลักการนี้เช่นกัน
ในบางแง่มุม เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน อย่างในกราฟข้างล่างนี้ที่แสดงให้เห็นว่าความเจริญทางเศรษฐกิจของมนุษย์ ซึ่งวัดจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มีความเกี่ยวพันกับการใช้พลังงานอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งในอดีตที่ผ่านมาและอนาคตที่กำลังจะมาถึง หากเราจะยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสและความสำเร็จทางทางเศรษฐกิจต่อไป การใช้พลังงานก็น่าจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งสมควรได้รับโอกาสในการเติบโตให้เท่าทันชาติอื่น ๆ ที่พัฒนามาไกลกว่า
ตลอด 2 ศตวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา การพัฒนาทางเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนออกมาในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือสิ่งที่เราต้องเปลี่ยนแปลงจากในอดีตที่เคยเป็นมา โดยในอนาคต เราจะต้องหาทางใช้พลังงานในปริมาณที่สูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องลดการปล่อยคาร์บอนลงให้ได้

โจทย์นี้ยิ่งมีความสำคัญเพิ่มขึ้น เมื่อเราพิจารณาถึงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ โดยผลวิจัยล้วนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอุณหภูมิทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้อย่างจริงจังและรวดเร็ว จะมีความเสี่ยงสูงมากที่อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นราว 1 ถึง 4 องศาเซลเซียสภายในช่วงปลายศตวรรษนี้ จนนำไปสู่มหันตภัยอันใหญ่หลวงในที่สุด