รายงาน Work Trend Index 2026 เผยแนวทางขององค์กรระดับ “Frontier Firm” กับภารกิจพลิกรูปแบบการทำงานในยุค AI
Read this article in English
ปัจจุบัน บทบาทของทีมวิศวกรซอฟต์แวร์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจ หลังแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้พลิกโฉมไปอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีรูปแบบการทำงานที่ชัดเจนซึ่งขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือระหว่างมนุษย์และ AI Agent ใน 4 บทบาทสำคัญ และความร่วมมือในทั้ง 4 ด้านนี้ก็เริ่มขยายตัวไปยังสายงานอื่น ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น:
- ผู้สร้างสรรค์ผลงาน (Author): รับหน้าที่ผลิตชิ้นงานเอง โดยเรียกใช้งาน AI มาช่วยเหลือตามความจำเป็น ตัวชิ้นงานในที่นี้อาจจะเป็นโค้ด คอนเทนต์งานเขียน หรือแผนภูมิในสไลด์สักแผ่น
- บรรณาธิการ (Editor): ผู้กำหนดจุดมุ่งหมาย ให้ AI นำไปสร้างเป็นงานต้นแบบชิ้นแรก ส่งกลับมาให้แก้ไขและอนุมัติ
- ผู้กำกับ (Director): กำหนดความต้องการที่ชัดเจน และส่งงานต่อไปให้ AI นำไปทำต่อทั้งระบบ
- ผู้ขับเคลื่อนระบบ (Orchestrator): ผู้ออกแบบระบบที่มี AI Agent หลายตัวทำงานในหลายส่วนไปพร้อม ๆ กัน โดยลงมือทำงานเฉพาะเมื่อเกิดเหตุผิดปกติหรือปัญหาที่ Agent ต้องการปรึกษา
ผู้นำในภาคธุรกิจยุคนี้ต่างรู้ดีว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่ว่าอาจมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เห็นภาพชัดเจนว่าควรจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือปรับตัวอย่างไร รูปแบบการทำงานทั้ง 4 แนวทางนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และผู้นำในยุคนี้จะต้องลงมือออกแบบวิธีการทำงานขององค์กรขึ้นมาใหม่ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้
แม้ว่าการใช้งาน AI Agent จะเพิ่มมากขึ้น แต่บทบาทของมนุษย์ในการทำงานไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น สิ่งที่ลดลงคือปริมาณงานที่มนุษย์ต้องลงมือทำทีละขั้นตอนด้วยตัวเอง และสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาแทนก็คือหน้าที่การกำหนดทิศทาง วางมาตรฐาน และประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าปลายทางของทุกคนคือการเปลี่ยนงานในทุกระบบ ทุกขั้นตอน ให้เดินหน้าในแบบของผู้ขับเคลื่อนระบบเท่านั้น เพราะผู้นำแต่ละคนจะต้องกำหนดทิศทางและสร้างความชัดเจน เพื่อให้องค์กรสามารถจับคู่ระบบงานเข้ากับรูปแบบการทำงานได้อย่างเหมาะสม การจับคู่นี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดโครงสร้างขององค์กรระดับ Frontier Firm ผ่านผู้นำที่เข้าใจในเนื้องาน สามารถออกแบบระบบงานขึ้นใหม่ได้ในทุกภาคส่วน ทั้งยังสร้างสมดุลให้บทบาทการทำงานของมนุษย์สอดคล้องกับผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วางไว้
เจาะลึกข้อมูลจาก Work Trend Index
ข้อมูลจากรายงาน Work Trend Index ฉบับปี 2026 ตอกย้ำให้เห็นถึงทิศทางของความเปลี่ยนแปลงนี้ในหลากหลายตำแหน่งงานและอุตสาหกรรม ไมโครซอฟท์ได้วิเคราะห์ข้อมูลด้านประสิทธิภาพการทำงานนับล้านล้านรายการจากผู้ใช้ Microsoft 365 โดยไม่ระบุตัวตนของผู้ใช้แต่อย่างใด ทั้งยังทำการสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานจริงที่ใช้ AI จำนวน 20,000 คนใน 10 ประเทศในเฟสแรก ก่อนจะขยายการสำรวจไปยังอีก 11 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ เรายังพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้าน AI การทำงาน และจิตวิทยาองค์กร เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและทำความเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ข้อสรุปที่เรามองเห็นจากข้อมูลนี้ก็คือ ความสามารถของคนทำงานไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นโครงสร้างของระบบงานรอบตัวคนทำงาน
- AI ยกระดับศักยภาพของตัวบุคคล: การวิเคราะห์บทสนทนากับ AI กว่า 100,000 รายการใน Microsoft 365 Copilot โดยไม่เปิดเผยตัวตนของผู้สนทนา เผยให้เห็นว่า 49% ของการพูดคุยกับ AI เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนงานที่ต้องใช้ความคิด ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล แก้ไขปัญหา ประเมินสถานการณ์ หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนออกมาให้เห็นภาพชัดเจนในรูปของผลงานที่เกิดขึ้น โดย 75% ของผู้ใช้ AI ในประเทศไทยระบุว่าพวกเขาสามารถสร้างผลงานที่ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเองเมื่อหนึ่งปีก่อน ซึ่งสูงกว่าตัวเลขค่าเฉลี่ยระดับโลกที่ 58% และพุ่งขึ้นไปสูงถึง 86% หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มคนทำงานระดับ “Frontier Professional” ในไทย ที่นับเป็นผู้ใช้ AI ระดับสูง นอกจากนี้ เมื่อเราถามผู้ใช้ AI ในไทยว่าทักษะใดมีความสำคัญที่สุด เมื่อ AI เข้ามาแบ่งงานไปทำมากขึ้น คำตอบในสองอันดับแรกได้แก่ การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของชิ้นงานจาก AI (53%) และการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลจากข้อมูล (45%)
- ทิศทางที่ย้อนแย้งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง: องค์กรหลายแห่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งสองทิศ ทั้งการที่ต้องทำงานให้ออกมาได้ผลดี และการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในองค์กรไปพร้อมกัน กว่า 85% ของผู้ใช้ AI ในไทยกลัวว่าพวกเขาจะตกขบวน หากไม่นำ AI มาใช้งานและปรับตัวตาม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลกถึง 20% ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ AI ในไทยราว 60% (เฉลี่ยทั่วโลก 45%) รู้สึกมั่นใจกว่าที่จะนำ AI มาใช้ทำงานตามเป้าหมายที่มีอยู่เดิม มากกว่าจะนำไปใช้ออกแบบกระบวนการทำงานขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ คนทำงานในไทย 32% บอกว่าพวกเขาได้รับการยกย่องหรือการสนับสนุนจากองค์กรเมื่อนำ AI มาเปลี่ยนวิธีการทำงาน แม้ว่าจะไม่ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายทั้งหมดก็ตาม ซึ่งนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก (13%) เกินกว่าเท่าตัว จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าองค์กรในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเปิดโอกาสให้ทดลองสิ่งใหม่ๆ มากกว่าองค์กรในประเทศอื่น แต่ก็ยังต้องเจอกับอุปสรรคที่ชะลอความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ช้าลงเช่นกัน
- ความชัดเจนในองค์กรเป็นพลังที่ขับเคลื่อนความแตกต่าง: จากกลุ่มผู้เข้าร่วมการสำรวจ พบว่าคนทำงานในประเทศไทย 32% เป็น “Frontier Professional” หรือ ผู้ใช้ AI ระดับสูง ซึ่งอัตราส่วนนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (16%) ถึงเท่าตัว นอกจากนี้ ราว 51% ระบุว่าผู้นำในองค์กรของตนเองมีความคิดและแนวทางด้านการใช้ AI ที่ชัดเจนและสอดคล้องกันกับพวกเขา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 26% เช่นเดียวกัน ข้อมูลด้านการทำงานระหว่างหัวหน้าทีมและสมาชิกในทีมยังแสดงให้เห็นอีกว่าความสอดคล้องดังกล่าวนี้ส่งผลอย่างไรกับการทำงาน โดยเมื่อเปรียบเทียบคนทำงานระดับ Frontier Professional ในประเทศไทยกับคนทำงานทั่วไป พบว่ากลุ่มแรกมักจะมีหัวหน้างานที่ใช้ AI อย่างเปิดเผยมากกว่า (92% ต่อ 77%) เปิดโอกาสให้ทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ มากกว่า (93% ต่อ 82%) และสนับสนุนให้พนักงานลองออกแบบกระบวนการต่างๆ ในที่ทำงานมากกว่า (94% ต่อ 79%) เมื่อผู้นำและคนทำงานมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน องค์กรก็พร้อมที่จะเดินหน้าไปบนเส้นทางนี้ด้วยกัน
องค์กรที่ลงมือวางรูปแบบการทำงานใหม่ในวันนี้ ไม่เพียงแต่จะเติบโตได้เร็วกว่าในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ยั่งยืนกว่า และเตรียมความพร้อมให้สามารถสร้างมูลค่าในรูปแบบใหม่ให้กับองค์กรได้อีกด้วย และแน่นอนว่าองค์กรที่เรียนรู้จากประสบการณ์นี้ได้เร็วกว่าคู่แข่ง ย่อมมีองค์ความรู้ที่แข็งแกร่งกว่า และอาจเดินหน้าได้เร็วขึ้นจนทิ้งห่างคู่แข่งมากกว่าเดิม
สำหรับบทวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากการสำรวจครั้งนี้ สามารถอ่านได้ที่รายงาน Work Trend Index 2026 ฉบับเต็ม